ใช้เงินเป็น ชีวิตไม่ติดลบ

iPhone, iPad, Apple Watch, ท่องเที่ยว, ทานอาหารนอกบ้านหรูๆ, ซื้อของให้สาวหรือชายที่หมายตา นานาสิ่งของที่ยั่วยวนให้มีอันต้องจับจ่าย นอกจากของฟุ่มเฟือยแล้ว ยังไม่รวมนิสัยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย มือใหญ่ใจโตอีก คาดการณ์ได้เลยว่าอนาคตมีความเสี่ยงจะเป็นหนี้เป็นสินแน่นอน ชัวร์ ฟันธง ร้อยเปอร์เซ็นต์ .. มาทุกหมอ ไม่ต้องดูดวงก็บอกได้เลย ทั้งหมดทั้งสิ้นถ้าคุณรู้สึกตัวไวก็โชคดีไป และจะยิ่งโชคดีเป็นดับเบิลถ้ารู้ตัวแล้วเริ่มลงมือประหยัดเสียตั้งแต่วินาทีนี้ จะยิ่งมองเห็นเค้าลางแห่งชีวิตฟื้นตัวได้เร็ว ดังนั้น ใช้เงินเป็น บริหารเงินเป็น เขาทำอย่างไรนะ

ใช้เงินเป็นเขาเริ่มกันตั้งเงินเดือนออก .. เงินเดือนออกนี่แหละตัวดี อะไรที่เคยกระเหม็ดกระแหม่ จะมาพรั่งพรูกันตอนต้นเดือนนี่แหละ ตั้งสติสักพักถ้าไม่อยากหน้าซีดกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตั้งแต่กลางเดือน คุณควรแบ่งใช้เงินให้เป็นสัดเป็นส่วน ด้วยสูตร “เงินออม- รายจ่ายประจำ-เงินที่เหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” โดยจะมีอัตราส่วนดังนี้ เงินออม 30%- รายจ่ายประจำ 45%-เงินที่เหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 25% เริ่มจากเก็บก่อนเป็นสิ่งแรก เก็บแล้วห้ามแตะ ห้ามหยิบมาใช้เชียว ส่วนไหนที่เป็นหนี้สินก็รีบชำระ อย่าเหนียว อย่าเบี้ยวเป็นอันขาด รายจ่ายประจำอันนี้คงไม่กังวลเพราะถ้าไม่จ่ายคุณอาจเดือนร้อนจากการโดนตัดน้ำตัดไฟ แล้วจึงมีที่เหลือค่อยใช้

ใช้เงินเป็นบางทีก็มีวิธีที่ดูงกๆ แต่เชื่อเถอะว่าวันหน้าคุณจะร่ำรวย.. นั่นคือการแบ่งเงินใช้เป็นวันไป เช่น แบ่งไว้ใช้เลยเป็นสัดเป็นส่วน วันละ 300 บาท หรือตามที่คุณจะพอใช้ในแต่ละวัน แต่ก็ต้องพอใช้จริงๆ นะ แบบนี้เป็นการเซ็ตเป้าหมายระดับย่อยที่ชัดเจน และเป็นการควบคุมรายจ่ายได้ดีมาก โดยเฉพาะใครที่มักหลงไปกับสิ่งของล่อตาล่อใจ เป็นพวก shopsholic นี่เข้ากับวิธีดีเหลือเกิน หลักจากหักเงินเก็บแล้ว จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯ แล้ว แบ่งเงินใส่เก๊ะไว้ 300 บาท คูณจำนวนวันทำงานไว้ได้เลย

อย่ามองว่าการทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายน่าเบื่อ .. จดๆ ๆ เท่านั้น จะรู้ว่าเงินอันตรธานไปทางไหนบ้าง มันอะเมซซิ่งทิงนองนอยมาก แม้แต่ซาร่ายังต้องบอก พระเจ้าจอร์จมันยอดนะกับการทำบัญชีแบบนี้ หลายคนใช้เงินมือเปิบ ถึงเวลาเงินหมด กลับมาถามว่าเงินตัวเองหายไปไหน ดังนั้น บัญชีนี้จะบอกความเป็นคุณเลยหล่ะว่า ใช้จ่ายกับอะไรไปบ้าง บัญชีรายรับ – รายจ่ายก็เป็นการควบคุมรายจ่าย ที่ชะงักนัด และสมัยนี้มีแอพพลิเคชั่นมากมาย น่าใช้ ติดตัวเราไปทุกที่ แทนที่จะไลน์ หรืออัพโซเชียล ก็ควักมือถือมาแล้วจดลงแอพนั่นแหละ ปังเว่อร์ !

ที่สำคัญเหนืออะไรทั้งหมด ใช้เงินเป็นต้องสร้างให้เป็นนิสัย ทำให้เป็นประจำรับรองว่าไม่มีปัญหาการเงินมากวนใจ

เริ่มต้นทำธุรกิจยังไงดี

การทำธุรกิจถือว่ามีความนิยมอย่างมาก เพราะเป็นช่องทางการทำมาหากินที่มีอัตราการเติบโตเร็ว แต่ในทางกลับกันก็มีการขาดทุนสูงอยู่ไม่น้อยหากเจ้าของธุรกิจไม่มีความรู้ในด้านนี้หรือบริหารธุรกิจตัวเองไม่เป็น หากกระนั้นยังมีอีกหลายคนที่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองอยู่ดีถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูงในยุคที่มีการแข่งขันมากแค่ไหน ทีนี้ก่อนที่จะลงมือทำธุรกิจสักอย่างหนึ่งเราจะมาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ต้องเตรียมตัวกัน

ขั้นแรก คือ การมองหาในสิ่งที่ตนเองชอบ แน่นอนล่ะว่าการเริ่มจากสิ่งที่เราชอบก่อนจะเป็นผลดีในทุกๆด้าน เพราะการทำธุรกิจสักอย่างหนึ่งเราต้องใช้เวลา และความทุ่มเทอยู่กับมันนานหลายปี หากเลือกทำในสิ่งที่ไม่ชอบจะหมดความสนใจในธุรกิจนั้นๆ และทำให้เกิดการขาดทุนได้เช่นกัน

ขั้นที่สอง สร้างแบรนด์เป็นของตนเอง อย่าทำธุรกิจตามกระแส หมายความว่า ถ้าเกิดเราทำธุรกิจตามกระแส เช่น ครีม เครื่องสำอาง เป็นต้น หากเราไม่มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นก็จะทำให้กระแสสินค้าตัวอื่นกลบกระแสสินค้าของเราได้ การทำแบรนด์ขึ้นมาสักหนึ่งอย่างควรหาจุดเด่นของตัวเอง ทำให้มีภาพลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ของเราได้

ขั้นที่สาม จุดสำคัญคือความรู้และทักษะในด้านต่างๆ ต้องประเมินตนเองว่ามีความรู้ในสิ่งนั้นมากน้อยแค่ไหน เข้าใจตลาดของสินค้าแต่ละชนิด หากไม่มีทักษะความรู้ก็หาศึกษาตามอินเทอร์เน็ต หนังสือต่างๆ หรือจะสมัครเรียนตามคอร์สสอนธุรกิจก็ได้

ขั้นที่สี่ เงินทุน ต้นทุนการผลิต และการคาดเดากำไร ควรคำนวณไว้ล่วงหน้าก่อนว่าเรามีเงินทุนมากน้อยเพียงใด และราคาวัสดุที่จะนำมาใช้ผลิตมีต้นทุนสูงหรือต่ำ หากผลิตออกมาแล้วการตั้งราคาซื้อขายควรตั้งสูงมากน้อยแค่ไหนถึงจะได้กำไร และผู้ประกอบการสามารถรับมือกับความเสี่ยงต่างๆได้มากน้อยเพียงไหน อย่าลงทุนไปหากยังไม่คำนวณเงินทุนให้รอบคอบก่อน เพราะอาจทำให้เกิดความผิดพลาดจนขาดทุนได้

ขั้นที่ห้า การมีเป้าหมายธุรกิจ อย่าคิดทำธุรกิจเพียงเล่นๆหรือทำเพราะมีคนบังคับให้ทำ การที่ธุรกิจจะไปได้ดีนั้นขึ้นอยู่ว่าเรามีเป้าหมายในการทำธุรกิจนั้นชัดเจนแค่ไหน และใช้เป็นแรงผลักดันเพื่อให้ก้าวข้ามเส้นชัยนั้นไปได้ เช่น จะขายขนมเค้กให้ได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน หรือ จะส่งออกมังคุดให้ได้ 10 ล้านตันต่อปี และจะส่งอาหารไทยแช่แข็งไปขายทั่วโลกใน 2 ปี เป็นต้น

หากเราคิดจะทำธุรกิจแล้วการศึกษาข้อมูลตลาดอย่างละเอียดจะทำให้รับมือกับปัญหาในด้านธุรกิจได้ดี และทำให้วางแผนการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เรามารู้จักกับตู้ ATM และ ATM Skimming กันดีกว่า

ตู้เอทีเอ็ม (ATM) เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่สามารถพบเห็นได้ตามพื้นที่ต่างๆทั่วไป ทำให้เข้าถึงการทำธุรกรรมต่างๆได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการ ถอนเงิน โอนเงิน หรือทำธุรกรรมอื่นๆ โดยตู้เอทีเอ็มแต่ละธนาคารก็มีรูปร่างแตกต่างกันไป ทำให้ผู้ใช้งานของธนาคารนั้นๆเกิดความสะดวกสบายในการเลือกใช้บริการ ซึ่งก็ได้มีการติดตั้งเครื่องเอทีเอ็มไว้ทั่วทุกมุมโลก มีผู้ใช้งานกว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก ทีนี้เราจะมาทำความเข้าใจและรู้จักตู้เอทีเอ็มกันให้มากขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้งานที่มีคุณภาพ

โดยคำว่า ATM ย่อมาจาก Automatic Teller Machine คือระบบรับฝากเงินอัตโนมัติ เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการธนาคาร ตู้เอทีเอ็มเครื่องแรกของโลกถูกคิดค้นขึ้นโดยนายจอห์น เชพเพิร์ด บาร์รอน (John Shepherd-Barron) ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท เดอ ลา รู ของอังกฤษ ได้ไอเดียจากเครื่องขายช็อกโกแลตแบบหยอดเหรียญ ในขณะนั้นผู้ใช้บริการจะต้องสอดกระดาษแผ่นหนึ่งเข้าไปในเครื่องและกดรหัส 4 หลัก สามารถถอนเงินได้ครั้งละ 10 ปอนด์เท่านั้น ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีกโดยใช้บัตรการ์ดแบบพลาสติกเช่นที่เห็นในปัจจุบัน ไม่แน่ในอนาคตอาจมีการนำบัตรพลาสติกใสมาใช้เพื่อความปลอดภัยในการธุรกรรมมากขึ้นก็ได้

เอทีเอ็มสกริมเมอร์ ( ATM Skimming) คือรูปแบบหนึ่งของการโจรกรรมข้อมูลจากตู้เอทีเอ็ม โดยการใช้อุปกรณ์อ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเดบิต เครดิต สมาร์ทการ์ดต่างๆ ที่เรียกว่าSkimmer อาจใช้วิธีนำเครื่อง Skimmer ไปครอบไว้ตรงที่สอดบัตรหรือติดตั้งไว้ที่กดหมายเลขบนตู้เอทีเอ็ม การใช้เครื่อง Skimmer ในการดักข้อมูลเอทีเอ็มมีการใช้อย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งหากไม่สังเกตตู้เอทีเอ็มว่ามีสิ่งผิดปกติให้ดีล่ะก็ อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพก็ได้ ส่วนมากมิจฉาชีพจะเลือกตู้ที่ไม่ค่อยมีใครผ่านไปมา ไม่อยู่ในชุมชนที่มีคนเป็นหมู่มาก หรือใช้ตู้เอทีเอ็มปลอมมาวางไว้ข้างตู้เอทีเอ็มจริงเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความสับสนในการใช้งาน ดังนั้นการใช้ตู้เอทีเอ็ม ทุกครั้งต้องเปลี่ยนรหัสบัตรอย่างสม่ำเสมอ คอยส่งเกตว่าตู้เอทีเอ็มมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาไหม หากพบว่ามีสิ่งผิดปกติควรหยุดใช้ตู้เอทีเอ็มนั้นทันทีและรีบแจ้งตำรวจและธนาคารเจ้าของตู้ทันที

ทุกครั้งหลังจากการใช้ตู้เอทีเอ็มควรหมั่นดูบันทึกการทำรายการทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดต่างๆตามมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม และยังช่วยในการคงความปลอดภัยของธนาคารได้อีกด้วย เพราะตู้เอทีเอ็มที่ให้ความสะดวกสบายในการใช้จ่ายเงินนั้นบางทีก็มีผู้ไม่หวังดีต้องการใช้ผลประโยชน์จากตู้เอทีเอ็มด้วยเช่นกัน

เงินน้อยแต่งอกงามได้ง่ายๆ

คนเงินเดือนน้อยอย่างเรา มีเงินเหลือจากเงินเดือนแต่ละเดือนแค่ 1000 บาท ก็บุญแล้ว แต่มันจะเอาไปทำอะไรได้เก็บกี่ปีกี่ชาติเมื่อไรจะรวยแบบคนอื่นเขาสักที แบบนี้ต้องหาวิธีทำอะไรสักอย่างแล้ว ให้เงินที่มีอยู่น้อยกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมา

“ซื้อหวยสัก 10 ใบ” เป็นความคิดที่แย่ที่สุดเลย ถ้าไม่ถูกรางวัลขึ้นมานอกจากจะไม่รวยแล้วแถมยังจะหมดตัวได้ทันทีเพียงแค่เศษกระดาษไม่กี่ใบ แล้วเราจะเริ่มต้นด้วยวิธีไหนละ? ไม่ให้เสี่ยงและดูง่ายสำหรับเรา

สำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก แนะนำวิธี “ฝากประจำ” เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยจะตกอยู่ที่ประมาณ 2.9–3.5% ยิ่งฝากมากก็ยิ่งได้กำไรมาก แถมยังไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

วิธีต่อมา หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี นั่นคือ การซื้อสลากออมสิน บางคนที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยซื้อก็ต้องคิดว่ามันเหมือนกับสลากกินแบ่งรัฐบาลนั่นละ แต่เอาเข้าจริงๆแตกต่างกันอย่างมาก เพราะเราไม่ได้เสียเงินไปฟรีๆกับแค่เศษกระดาษไม่กี่ใบนะสิ ขั้นตอนก็แสนง่ายเตรียมเงินไป 1000 บาท ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เปิดบัญชี 500 บาท ซื้อสลากอีก 500 บาท ก็จะได้ 10 หน่วย หรือ เลข 10 ชุดที่เรียงกัน มาให้เราลุ้นรางวัลกันไป เดือนนี้ไม่ได้ก็เก็บสะสมเป็นเงินออม เดือนต่อมาก็สามารถซื้อเพิ่มได้อีก จะ 500 , 1000 หรือจะมากกว่านี้ก็ได้แล้วแต่เทคนิคในการซื้อของแต่ละคน ขอแอบกระซิบสักนิดว่า ถ้าซื้อมากๆในทีเดียว เลขก็จะไม่คละกัน เลขก็จะเรียงเป็นชุด โอกาสถูกอาจจะน้อย บางคนซื้อแค่พันเดียว ถูกเป็นแสนเป็นล้านก็มี และสำหรับใครที่ดวงตกไม่ถูกรางวัลเลย บังเอิญเกิดฉุกเฉินอยากใช้เงิน ก็สามารถนำสลากไปขายได้ที่ธนาคาร ตามเงื่อนไขระยะเวลาที่สลากออกสินแต่ละประเภทกำหนด พอขายได้มาเราก็จะได้ดอกเบี้ยมาด้วย ต้อง 1 ปีขึ้นไปนะ ถึงจะได้ดอกเบี้ยแต่ไม่ถึงปี เราก็ได้เงินคืนเท่าเดิมปกติ

วิธีสุดท้าย ออมทองคำ อาจจะงงๆ สำหรับใครที่ไม่ทราบมาก่อนว่ามันมีแบบนี้ด้วยหรอ? จะตอบชัดๆเลยว่ามี โดยเราแค่ถือเงิน 1000 อยู่ในมือ เดินทางไปหาผู้ให้บริการออมทองคำ ซึ่งปัจจุบันนั้นก็จะมีอยู่ 2 ที่ คือ ฮั่วเซ่งเฮงและออสสิริส แล้วนำเงินไปฝากเพื่อเฉลี่ยทยอยซื้อทองคำทีละน้อยๆอย่างเป็นประจำ เมื่อสะสมครบตามเงื่อนไขในแต่ละที่ ที่เขากำหนด คุณก็จะมีทองอยู่ในมือได้ด้วยเงินเก็บเพียงเล็กน้อยของคุณนั่นเอง แต่สำหรับการออมทองนั้นเป็นการออมเพื่อส่งผลในระยะยาวไม่ได้มีไว้เพื่อเก็งกำไรโดยตรง ถ้าไม่วางแผนดีๆก็มีความเสี่ยงอยู่พอสมควร

เงินด่วนอนุมัติไว ไม่ปลอดภัย แถมยังเสี่ยง

เงินด่วนอนุมัติไว ทันใจกว่า ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เงินเดือนไม่ถึงหมื่นก็อนุมัติ รับเงินสดเลย ไม่ใช้หลักฐาน ไม่เช็คสถานะที่เครดิตบูโร ดอกเบี้ยถูก ผ่อนนาน เพียงแค่โทร 02 XXXXXXX” เห็นคำโฆษณาแบบนี้ ก่อนที่จะกดโทรศัพท์และได้เงินมา เอะใจสักนิดว่าเชื่อถือได้จริงหรือ

เงินด่วนแบบนี้ บอกได้เลยว่าเป็นการเงินนอกระบบ ที่ว่านอกระบบก็คือเป็นสถาบันการเงินที่เกิดหรือตั้งขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้องเพราะไม่มีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับควบคุมการดำเนินงานใด ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น กู้ยืมกันโดยตรง การเล่นแชร์ สินเชื่อต่างๆ เป็นต้น ทั้งหมดทั้งสิ้น การเงินนอกระบบนั้น คำจำกัดความคือการทำธุรกิจธุรกรรมการเงินที่อยู่นอกเหนือหรือไม่อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมกำกับดูแลของทางราชการ และแน่นอนที่สุด มีมิจฉาชีพเป็นคนดำเนินงาน และเมื่อไม่อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมกำกับดูแลของทางราชการ จึงทำให้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูง และหฤโหด แต่ไร้ความหฤหรรษ เพราะมีเรทหรืออัตราที่สูงกว่าสถาบันการเงินกำหนดหลายเท่าตัว แต่ที่ในโฆษณาข้างบนเป็นคำชวนเชื่อโดยไร้ข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งสิ้น เพราะเพื่อให้เกิดความดึงดูด เงินด่วนนอกระบบแบบนี้ เมื่อมีหลงกล หรือสนใจจนกรอกเอกสาร มักจะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นเร็วมาก และแกมบังคับให้ลูกหนี้ไม่มีเวลาได้อ่านเอกสารสัญญา และเซ็นสัญญาไปโดยที่ไม่ได้กรอกข้อความ หรือกรอกจำนวนเงินกู้ มิหนำซ้ำบางที่ยังกรอกข้อมูลภายหลัง หรือกรอกเกินจริงไปมาก เช่นกู้หมื่นกรอกแสน เป็นต้น กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็สายไปมากแล้ว จึงเป็นที่มาของการติดตามถามทวงหนี้อย่างไร้มนุษยธรรมและผิดกฎหมาย เช่น ขู่ ประจาน บ้างทำร้ายร่างกายก็มี แต่ทว่าจะเป็นเงินกู้นอกระบบ แต่ก็มีการทำสัญญาที่ผูกมัดมาก บางแห่งรวมดอกเบี้ยเข้าไว้กับเงินต้นและยึดบัตรเอทีเอ็มของผู้กู้ไว้เป็นหลักฐาน

ดังนั้น หากเห็นเอกสารแผ่นปลิวแบบนี้ที่ไหน เชื่อไว้ก่อนเลยว่าเป็นเงินด่วนนอกระบบแน่นอน เพราะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ และมีการอ้างถึงผลประโยชน์และผลตอบแทนในระยะสั้น ลองคิดกลับกันซิ่ว่า แม้แต่สถาบันการเงินอย่างธนาคารที่ถูกกฎหมายเขายังไม่กล้าออกตัวแรงขนาดนี้เลย และยังมีความเสี่ยงมากอีกเสียด้วย

ข้อเสียในภาพขนาดใหญ่ขอการเงินนอกระบบอย่างระบบเงินด่วนนี้ มีข้อเสียต่อผู้ใช้เงินนอกระบบ ตรงที่ไม่มีหลักประกันที่มั่นคงในการใช้เงิน และยังเป็นช่องทางในการหลอกลวง โดยมีกำไร หรือเงินตอบแทนเป็นเครื่องมือหลอกลวง และยังทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเสียหาย เนื่องจากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และรวมทั้งรัฐบาลขาดรายได้เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ เงินด่วนยังเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรมอื่น ๆ ตามมาๆ และสร้างความไม่น่าเชื่อถือในการลงทุนของประเทศด้วย

เงินเก็บของคุณหายไปไหน

“ใกล้สิ้นเดือนก็เหมือนสิ้นใจ” ประโยคแบบนี้คงคุ้นหูกัน เพราะเกิดจากที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาในเรื่องของเงินไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่มีอยู่ และ ไม่มีเงินใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งปัญหาเหล่านี้สะสมจนทำให้ในแต่ละเดือนของเราไม่มีเงินเก็บสำหรับอนาคตไว้เลย

กระทั่งเกิดคำถามขึ้นในใจ แล้วเราจะทำอย่างไรละ? เพื่อให้มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้น้อยเฉลี่ยอยู่ที่ 9,000 – 15,000 บาท มีเงินเก็บมากมาย และอาจจะรวยได้เพราะเงินเก็บเพียงเล็กๆน้อย

ยอมรับมาได้เลยว่าทุกๆวันเงินเดือนออก หลายคนจะต้องเดินเข้าไปที่ตู้ ATM กดยอดเงินทั้งหมดออกมาใช้โดยไม่ลังเล แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะนั่นเป็นสิทธิของคุณที่จะกดมาหมดหรือไม่หมดก็ได้ แถมบัญชีที่เอาไว้เข้าเงินเดือนก็เป็นเพียง ประเภทออมทรัพย์แบบปกติ ดอกเบี้ยเงินฝากก็คงจะน้อยมากๆ เก็บไว้ในบัตรก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ซึ่งหลายคนก็คิดเช่นนี้

เมื่อมีเงินก้อนใหญ่อยู่ในมือแล้ว แต่ละคนใช้จ่ายเงินของตัวเองไม่เหมือนกัน บ้างก็เอาไปใช้หนี้สิน บ้างก็เอาไปให้พ่อให้แม่ หรือ ครอบครัวของตัวเอง ตัดออกมาแล้วก็คือเงินของการใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าน้ำมันรถ ค่ารถโดยสาร ค่าข้าว หรือ ค่าใช้จ่ายอื่นๆทั่วไป ซึ่งในส่วนของคำว่า “ค่าใช้จ่ายทั่วไป” นี้ละ คือ รายจ่ายที่เสียไปโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้น เรามาดูกันว่า มีสิ่งของอะไรบ้างที่ซื้อไปแล้วมันช่างดูฟุ่มเฟือย และให้ลองคิดตาม ถ้าเกิดว่าคุณเอาเงินส่วนตรงนี้มาเก็บ คุณก็จะมีเงินเหลือใช้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

  1. 1. เครื่องดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม: สมมติว่าเป็นกระป๋องหรือแก้วละ 20 บาท คุณก็จะเสียเดือนละ 600 บาท แล้ว 1 ปีละ? เสียไป 7200 บาท ยิ่งเป็นพวกกาแฟสดตามร้านแก้วละ 40 – 50 บาท ลองคิดเล่นๆ ถึงจะไม่ได้ซื้อทุกวัน แต่ก็ซื้อบ่อยๆ สามารถตกปีละเป็นหมื่นๆ เลยละ
  2. ทุกสิ้นเดือนกับร้านอาหารสไตล์หรู: หลายคนเป็นมอบของขวัญให้กับการทำงานมาเหนื่อยๆตลอดทั้งเดือนด้วยการไปกินอาหารดีๆ หรูๆ ก็เสียไปแล้วเกิน 500 บาทแน่นอนต่อครั้ง ถ้าเกิดว่าให้รางวัลแบบนี้ทุกๆอาทิตย์ ใน 1 เดือน เงินเก็บของคุณคงลอยละลิ่วไปไกลแล้ว
  3. การเสี่ยงโชค: คนไทยกับหวยเป็นของคู่กัน และ มักจะมีนิสัยชอบลุ้น หวังรวยทางลัด ยิ่งเห็นคนถูกรางวัลได้เป็นล้านๆ ก็มักจะเพ้อฝันไปว่า วันนั้นอาจจะเป็นของเรา บางคนเล่นเสียงวดทีเป็นพัน ก็คอตก กันให้ระงม ถ้าเอาเงินซื้อหวยมาซื้อข้าวกิน คงอิ่มและรู้สึกดีกว่าต้องมานั่งเสียใจให้หวยกินเราแทน

นอกจากนี้ยังมีพวกกิ๊ฟช็อป ของกระจุกกระจิกตามความชอบของแต่ละคน ที่ซื้อมาใช้บ้างไม่ได้ใช้บ้าง มันก็สิ้นเปลืองเปล่า แล้วแบบนี้ คุณพอจะคิดกันได้หรือยังว่า สิ่งไหนควรซื้อ สิ่งไหนควรเก็บ ไม่ได้ห้ามซื้อไปซะหมด แต่ให้พอประมาณ กับสิ่งที่ทำเป็นประจำเท่านั้น คุณก็จะมีเงินเก็บและเหลือใช้แน่นอน

 

Little Bit with Debit Card

รูปการใช้จ่ายในปัจจุบันมีมากขึ้นเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้คน ทั้งในแง่เงินสด สินเชื่อ ซึ่งมีทั้งบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรเดบิต นานาจิปาถะ นั่นเพราะคนเรามีค่าใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นมากขึ้น มีสินค้าที่อยู่ในความสนใจทั้งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ แต่ก็อยากครอบครอง แต่หลายๆ บัตรเรารู้จักมักจี่กันเป็นอย่างดี แล้วบัตรเครดิตล่ะ คืออะไร

บัตรเดบิตต่างจากบัตรเครดิตที่บัตรเดบิตนั้นจะต้องมีเงินอยู่ในบัญชีเพื่อนำไปรูดซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ เช่น ทำรายการที่ตู้ ATM ถอนเงิน โอนเงิน ชำระค่า​สินค้าและบริการ และใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ พูดง่ายๆ ก็คือ บัตรเดบิตจะผูกไว้กับบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตร บัตรเดบิต​เป็นบัตรที่ตอบสนองทุกความต้องการใช้จ่ายที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ เพราะเจ้าของบัตรไม่จำเป็นต้องเสี่ยงต่ออันตรายอย่างเวลาพกเงินสด ชีวิตจึงปลอดภัยขึ้น ไม่เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม ในขณะที่ชีวิตเร่งรีบการใช้บัตรเดบิตเพื่อจับจ่ายใช้สอยก็มีความรวดเร็ว อีกทั้ง เหมาะกับคนที่มือเปิบ และหลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิต นั่นเพราะหากในบัญชีที่ผูกไว้กับบัตรเดบิตไม่มีเงิน คุณก็ไม่สามารถใช้บัตรเดบิตนั้นได้ นอกจากนี้ บัตรเดบิตเองก็เช่นเดียวกับบัตรเครดิตคือ มีแคมเปญมานำเสนอไม่ขาดช่วง และยังมีบริการส่งเสริมการขายให้เลือกมากมายที่ทั้งตรงและไม่ตรงกับไลฟสไตล์ ยกตัวอย่างเช่น ส่วนลดในการซื้อ บริการโอนเงินโดยไม่มีค่าธรรมเนียม และเพื่อให้ชีวิตบนโลกออนไลน์คล่องตัวขึ้น การจ่ายเงินด้วยบัตรเดบิตก็ยังมีความปลอดภัย เพรามีระบบการยืนยันที่รัดกุม เช่นการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของธนาคารผู้ออกบัตร

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าบัตรแบบไหน ทางธนาคารผู้ออกบัตรจะมีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไว้ เช่น มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมรายปี เช่น หลักร้อยต่อปี นอกจากค่าธรรมเนียมแล้ว การใช้บัตรเดบิตก็มีข้อพึงตระหนักไว้เช่นกัน คือ ทันที่ที่ได้รับบัตรเบดิบต้องเก็บอย่างดีและรีบเซ็นชื่อหลังบัตรทันที และต้องตั้งรหัส PIN ให้ยากต่อการเดา แต่เจ้าของบัตรต้องจำได้ไม่เช่นนั้นจะไม่มีประโยชน์ใดทางการเงินเลย สำหรับเอกสารแจ้งรหัสเมื่อ activate แล้วก็ควรทำลายและรีบเปลี่ยนรหัสเป็นรหัสของตัวเองเสีย โดยที่คุณไม่ควรใช้ วันเดือนปีเกิด หรือหมายเลขอื่นๆ ที่มี hint อยู่ในกระเป๋าสตางค์ เพราะไม่แน่ว่าหากเกิดอุบัติเหตุ มันจะง่ายต่อการเดา และห้ามบอกรหัสพินให้กับคนอื่น นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนรหัสบ่อยๆ อีกด้วย และเมื่อถึงเวลาใช้บัตร ให้ตรวจสอบยอดเงินและชื่อทุกครั้งเพื่อป้องกันการโจรกรรม และการขโมยข้อมูลบัตรด้วยเครื่อง Skimmer​ รวมถึงตรวจสอบยอดเงินในบัญชีบ่อยๆ และในกรณีที่คุณเป็นนักซื้อบนโลกออนไลน์ ควรเลือกร้านค้าที่มีใบรับรองดิจิตอล (Digital Certificate) โดยสังเกตุหรือมองหาคำว่า SSL (Secure Socket Layer) อันเป็นการการันตีถึงความปลอดภัยในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน

ไม่ว่าจะบัตรไหน บัตรเครดิต บัตรเดบิต ต่างตอบสนองทุกความต้องการใช้เงิน และจะยิ่งปลอดภัยหากตระหนักและใส่ใจทุกการใช้บัตร ด้วยการหมั่นตรวจสอบข้อมูลและใช้กับร้านค้าที่เชื่อถือได้

Internet banking รู้จักไว้ไม่เสียหาย

ปัจจุบันธนาคารหลายแห่งได้เปิดบริการทางออนไลน์ที่ชื่อว่า Internet banking หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า I-Banking นั่นเอง ซึ่งบริการนี้มอบความสะดวกสบายในการรับส่งเงิน การเช็คความเคลื่อนไหวในบัญชีได้ง่ายๆ สามารถทำในเว็บไซต์ที่ธนาคารแต่ละแห่งเปิดให้บริการบนอินเทอร์เน็ตได้เลยไม่ต้องออกไปโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็มไกลๆอีกแล้ว คงจะถูกใจขานักช็อปมากมายเลยทีเดียว เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่า Internet Banking นี้ รูปแบบการทำงานเป็นยังไง มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

ซึ่งรูปแบบการทำงานหลักๆนอกจากการรับส่งเงินแล้วยังมีการให้บริการอีก 4 รูปแบบ นั่นคือ

  1. สามารถใช้ในการสอบถามสถานะการเงิน ความเคลื่อนไหวในบัญชี การอายัดเช็ค การชำระเงินกู้ธนาคาร รวมไปถึงสินเชื่อส่วนบุคคลอีกด้วย
  2. ชำระเงินบนเว็บไซต์ด้วยบัตรเครดิต โดยโปรแกรมอันแสนฉลาดที่มีชื่อว่า Payment Gateway ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับระบบบัตรเครดิต สามารถเข้าถึงรหัสบัตรเครดิต ข้อมูลของผู้ใช้ จำนวนเงิน และส่งไปประมวลผล เหมาะกับการใช้งานซื้อของออนไลน์เป็นอย่างมาก
  3. การให้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการบริการสมาร์ทการ์ด, ATM, Tele-Banking เป็นการให้บริการอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีความนิยมอย่างมาก จะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้ใครๆก็ใช้บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิตกัน เพราะสะดวกในกรฝาก-ถอนเงิน ไม่ต้องพกสมุดบัญชีให้ยุ่งยาก
  4. Mobile Banking ระบบกรทำงนคล้ายๆกับ Internet Banking แต่สามารถพกพาในรูปแบบเครื่องมือถือสร สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต ต่างๆได้ โดยจะใช้ระบบWAP ในการทำงาน เป็นการย่อธนาคารให้เล็กลง เหมาะกับผู้ที่ใช้มือถือเป็นหลัก

หลังจากที่เราได้รู้รูปแบบการใช้งานไปแล้ว เราจะมาดูกันว่า Internet banking จะมีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรกันบ้าง

ข้อดีของ Internet banking มีมากมายหลายอย่าง ทั้งรวดเร็ว มีขั้นตอนการทำธุรกรรมที่ไม่ยุ่งยาก ทำให้ประหยัดเวลา ไม่ต้องขับรถไปธนาคารไกลๆอีก แถมยังไม่มีค่าธรรมเนียมในการสมัคร ฟรีค่าธรรมเนียมในการทำรายการอีกด้วย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารุรับส่งเงินให้กันได้แค่มีอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ระบบ Internet banking มีความปลอดภัยทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลของผู้ใช้บริการจะไม่รั่วไหลแน่นอน

ถึงจะมีข้อดีมากมายแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลยซะทีเดียว ขนาดเหรียญยังมีสองด้านเสมอ Internet banking ก็ย่อมมีข้อเสียเช่นกัน โดยการสมัคร Internet banking นี้มักมีความยุ่งยากเพราะต้องกรอกข้อมูลหลายๆอย่าง หากทำเองคงใช้เวลานานกว่าจะสมัครได้ ผู้ใช้บริการยังไม่เข้าใจระบบการทำงาน บางครั้งก็เกิดความยุ่งยากในกรใช้บริการ การแพร่หลายของการใช้อินเทอร์เน็ตยังน้อย หากไปอยู่ในที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังไม่เข้าถึงก็ไม่สามารถใช้ Internet banking ได้

การใช้บริการ Internet banking นั้นควรศึกษาให้ละเอียดก็จะทำให้เข้าใจระบบการทำงานมากขึ้นทำให้มีความพร้อมในการใช้บริการ

6 วิธีล้างหนี้บัตรเครดิต

หลายคนคงรู้จัก บัตรเครดิต กันแล้ว ซึ่งบัตรเครดิตนี้ เป็นบัตรที่ธนาคารหรือสถาบันกันเงินต่างๆได้ออกบัตรให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยจะมีวงเงินหรือจำนวนเงินสูงสุดให้ใช้จ่ายผ่านบัตรได้ และยังมีสิทธิพัเศษมากมายให้ได้เลือกใช้ ซึ่งทุกครั้งที่มีการใช้บริการบัตรเครดิตนั้น จำนวนวงเงินในบัตรก็ลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละเดือนก็จะได้รับใบแจ้งยอดการชำระ เมื่อชำระบัตรเครดิตแล้วยอดเงินก็จะกลับมาเท่าเดิม เหมือนเป็นการกู้เงินอีกรูปแบบหนึ่งของสถาบันการเงินก็ว่าได้ หากผู้ใช้บริการไม่วางแผนการใช้บัตรเครดิต ใช้จ่ายเงินเกินตัว ไม่รอบคอบล่ะก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินตามมา ทีนี้เรามาดูกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้หนี้สินกองโตที่ตามหลอกหลอนอยู่ทุกวี่วันนี้หมดไปเสียที

วิธีแรกเป็นวิธีง่ายๆ นั่นก็คือ การยอมรับในหนี้สิน และไม่สร้างหนี้เพิ่มโดยการหยิบยืมเงินคนอื่นหรือไปกู้เงินนอกระบบเพื่อมาจ่ายหนี้บัตรเครดิต ซึ่งมันจะทำให้เรากลายเป็นหนี้เพิ่มโดยไม่รู้ตัว

วิธีที่สอง ลดค่าใช้จ่าย เลิกการใช้บัตรเครดิตโดยเด็ดขาด เพราะการมีบัตรเครดิตอยู่ติดตัวนั้นทำให้สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้ตลอดเวลา ควรนำไปไว้ให้ห่างตัว หรืออาจจะใช้วิธีการตัดบัตรทิ้งไปเลยก็ได้ และการลดค่าใช้จ่ายนั้นทำได้ง่ายๆ เช่น ใช้น้ำใช้ไฟอย่างประหยัด จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ลดการสังสรรค์หรือการออกไปทานอาหารนอกบ้าน หันมาทำอาหารทานเอง นอกจากจะมีเวลาอยู่กับครอบครัวแล้วยังช่วยประหยัดได้อีกทางหนึ่งด้วย

วิธีที่สาม คือการติดต่อผู้ให้บริการบัตรเครดิต การนั่งคุยกันคือการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องหนีหรือหลบซ่อน เพียงแค่ไปเผชิญหน้ากับผู้ให้บริการ เล่าความจริงทั้งหมด จะได้หาทางออกที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของคุณได้ถูกวิธีและดีที่สุดได้

วิธีที่สี่ รักษาวินัยทางการเงินของตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะหากไม่มีวินัยทางการเงิน ออมเงินเท่าไหร่ก็หยิบมาใช้จ่ายหมด จะทำให้มีการสะสมหนี้สิน ควรรักษาวินัยไว้เพื่อไม่ให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่ม

วิธีที่ห้า การหารายได้เสริม ถ้าหากมีเวลาว่างอาจจะเป็นช่วงหลังเลิกงานหรือวันหยุด การหารายได้เสริมจะช่วยให้มีเงินชำระหนี้เพิ่มได้ ซึ่งมีหลายวิธีต่างกันไปตามความถนัดของแต่ละบุคคล เช่น การทำ E-book ขาย การทำงานฝีมือต่างๆ หรือหากพอมีฝีมืออยู่บ้างก็ลงทุนสักเล็กน้อยเปิดร้านขายกาแฟ ร้านขนม ก็ได้

วิธีสุดท้าย วางแผนการเงินส่วนตัว โดยการแบ่งเงินไว้เป็นส่วนๆ ทั้งเงินสำรอง เงินฉุกเฉิน เงินจ่ายค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร หากแบ่งออมได้แล้วจะทำให้ไม่มีปัญหาหนี้สินเพิ่ม และยังไม่เงินชำระหนี้บัตรเครดิตได้อีกด้วย

เพียงหกวิธีนี้ก็จะทำให้หนี้บัตรเครดิตนั้นค่อยๆลดลงและหายไปในที่สุด ถึงแม้จะดูเป็นวิธีที่ยุ่งยาก วุ่นวาย แต่หากทำได้ก็จะทำให้ประสบวามสำเร็จในการแก้ปัญหาหนี้สินที่มีอยู่ให้หมดได้ ไม่แน่อาจมีเงินเพิ่มขึ้นก็เป็นได้